http://www.navy.mi.th/frigate1/index/index.php กล่าวไว้ว่า หลักการจัดการความรู้ คือ
การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล
หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้
และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท
คือ
1.
ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็น
ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์
พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ
เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น
ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง
จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
2.
ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็น
ความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น
การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ
และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
http://kmi.or.th กล่าวไว้ว่า
หลักการจัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ
เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ
กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดัง
นั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด
เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา
อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง
http://kmlibrary.bu.ac.th/index.php กล่าวไว้ว่า หลักการจัดการความรู้(
Knowledge Management -KM) คือ การนำเอาความรู้มาจัดเก็บอย่างเป็นระบบ สามารถนำมาเผยแพร่หรือนำกลับมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาองค์การให้มีความเจริญก้าวหน้า
การจัดการความรู้มีมานานแล้วแต่ไม่ค่อยได้นำมาเผยแพร่
หรือนำมาใช้ในการพัฒนาองค์การอย่างจริงจัง จนกระทั่งมาในปัจจุบันได้มีการนำเอาการจัดการความรู้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ
การประเมินความสำเร็จขององค์การ จึงได้มีการส่งเสริมให้ทำ
KM กันอย่างแพร่หลาย
ปัจจัยความอยู่รอดขององค์การ
-
ประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากร
-
นวัตกรรมที่นำมาช่วยในการทำงาน
-
ความสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากร
-
ความรวดเร็วในการทำงานและค่าใช้จ่ายในองค์การ
-
ผู้นำองค์การ มีรูปแบบของการทำงานที่ไม่เหมือนกัน
แต่องค์ประกอบที่ผู้นำต้องมี คือ วิสัยทัศน์ ความมุ่งมั่นที่จะนำพาองค์การไปสู่เป้าหมาย
และความสามารถในการเรียนรู้และการพัฒนาองค์การให้ก้าวหน้า ประเภทของความรู้มี
2 อย่าง คือ
1. ความรู้แบบชัดแจ้ง
( Explicit Knowledge ) คือ
ความรู้ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในห้องเรียน
การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ความรู้ที่อยู่ในตำรา
เช่น พวกหลักวิชา หรือทฤษฎีทั้งหลายอันได้จากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผ่านกระบวนการพิสูจน์
กระบวนการวิจัย จึง เรียกว่า
ความรู้ชัดแจ้ง
2.
ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในตัวคน (Tacit
Knowledge )
คือ เป็นสิ่งที่เห็นไม่ชัด เป็น
ความรู้ที่เกิดจากการฝึกฝน การปฏิบัติงานจนเกิดทักษะและ
กลายเป็นความชำนาญ เชี่ยวชาญ
จึงเป็นประสบการณ์ติดตัวของแต่ละบุคคล เป็นความรู้ที่เกิดจากวิจารณญาณ
ปฏิภาณไหวพริบ เป็นเทคนิคเฉพาะตัวบุคคล
สรุป
หลักการจัดการความรู้
คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล
หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้
และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท
คือ
1.
ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็น
ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์
พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ
เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น
ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง
จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม
2.
ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็น
ความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น
การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ
และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม
อ้างอิง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น